Update ข่าวสารไอที ราคามือถือ ราคา iPhone iPad

Tim Cook ซีอีโอแอปเปิลได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Wall Street Journal ในหลายประเด็น ซึ่งเราได้รายงานไปเมื่อวานนี้ สำหรับวันนี้เรามีบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มซึ่งช่วยให้เห็นมุมมองทิศทางแอปเปิลในปี 2014 และอนาคตครับ

Tim Cook

WSJ: มีคนบอกว่าแอปเปิลหมดยุคของการเติบโตแล้ว คุณมีความเห็นอย่างไร?

Cook: ปีที่แล้วรายได้เราเพิ่มขึ้นจาก 14,000 ล้านดอลลาร์เป็น 15,000 ล้าน จริงอยู่ว่าเปอร์เซนต์อาจลดลงเมื่อเทียบกับอดีต แต่มันไม่ได้แปลว่าเราหมดโอกาสโตแล้ว ที่จริงเรายังอยู่ในภาวะเติบโตก้าวกระโดดด้วยซ้ำ และไม่น่าจะมีบริษัทไหนเคยโตได้รวดเร็วแบบที่เราเป็น อย่างไตรมาสล่าสุดนี้เราก็มีรายได้สูงสุดในประวัติศาสตร์บริษัท iPhone, iPad ก็ขายได้มากที่สุด ส่วน Mac ก็ดีมากอีกไตรมาส เติบโต 19% แม้ว่าตลาดพีซีจะถดถอย อีกสิ่งที่เราสนใจมากคือการจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรง ซึ่งปัจจุบันอัตราส่วนเราอยู่ที่จำหน่ายตรง 30% และขายผ่านตัวแทน 70% ซึ่งเราควรทำได้มากกว่านั้น

WSJ: เกิดอะไรขึ้นในกลุ่มตลาดประเทศเกิดใหม่ (emerging markets) ?

Cook: ตลาดประเทศเกิดใหม่โจทย์ที่ท้าทายเราในหลายปีที่ผ่านมา ถ้าคุณดูยอดขาย Mac และ iPod จะเห็นว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกา, ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่น พวกนี้ขายได้ดี แต่พอเป็นประเทศตลาดใหม่ยอดขายยังไม่สูงนักแค่พอใช้ได้ แต่เมื่อเรามี iPhone เข้ามามันสามารถทำยอดขายได้ในประเทศเหล่านี้ระดับที่สูง ทั้งในจีน, รัสเซีย, บราซิล, อินเดีย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย และฟิลิปปินส์ ซึ่งภาพรวมตลาดกลุ่มนี้เติบโตถึง 30%

เฉพาะยอดขายในจีนประเทศเดียวช่วงปีที่ผ่านมาเราทำได้ถึง 29,000-30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงมาก และในปีนี้เราทำสัญญาจำหน่ายกับ China Mobile อีกช่วยให้เติบโตได้อีก อันที่จริงแม้เรามี China Mobile ตอนนี้เราก็สินค้าจำหน่ายเพียง 2 ใน 3 ของผู้ให้บริการทั่วโลกด้วยซ้ำ

WSJ: จุดอ่อนในตลาดประเทศพัฒนาแล้วคืออะไร?

Cook: ตลาดอเมริกาเหนือท้าทายมาก เพราะปีที่ผ่านมายอดขายเราไม่โต และความที่ตลาดประเทศนี้ใหญ่มันจึงส่งผลกับภาพรวมเรา ส่วนญี่ปุ่นตอนนี้สำคัญกับเรามาก เพราะญี่ปุ่นประเทศเดียวคิดเป็นรายได้ 9% ของรายได้รวม และเติบโตถึง 11% แม้ว่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้น ถ้าหากค่าเงินคงที่จากปี 2012 เราควรเติบโตถึง 37% ด้วยซ้ำ แต่แม้มีปัญหาค่าเงินเรายังโตได้ขนาดนี้ก็น่าสนใจมาก

WSJ: คุณบอกว่าแอปเปิลจะมีผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ในปี 2014 คำถามคือแล้วสินค้าเดิมจะมีการปรับปรุงด้วยหรือไม่?

Cook: เรามีสินค้านวัตกรรมในมืออยู่มาก ปีที่ผ่านมาเราเปิดตัวทั้ง iPad Air, iPad mini จอเรติน่า เรายังเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Mavericks, iOS 7 เรายังมี iTunes Radio เราเปิดตัว iPhone ถึงสองรุ่นในปีเดียว แถมเรายังนำระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้งานได้ และเราทำได้มากกว่านี้มาก

เราไม่เชื่อว่าเราจะทำผลิตภัณฑ์ที่ดี หลอมรวมการทำงานทั้งฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์และบริการได้ในระดับนี้หากเราสินค้ามากอย่าง เราจึงเลือกทำเพียงไม่กี่อย่างและแน่ใจว่ามันดีที่สุด แน่นอนว่าเราจะมีสินค้าตัวใหม่แน่ แต่ยังขอไม่พูดถึงในตอนนี้

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ เราคิดว่าผลิตภัณฑ์ที่เรามีอยู่ก็ยังไปไม่ถึงจุดสูงสุด อย่าง iPhone ที่ทุกวันนี้เรายังเห็นคนใช้ฟีเจอร์โฟนอยู่ มันจึงยังเติบโตได้อีก ที่น่าเสียดายกว่าคือหลายคนซื้อสิ่งที่ปะหน้าว่าสมาร์ทโฟน แต่ถึงเวลากลับใช้มันได้แค่ระดับฟีเจอร์โฟนด้วยซ้ำ

พูดถึงตลาดแท็บเล็ต ซึ่งผมเคยบอกว่าแท็บเล็ตจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่กว่าพีซี และดูเหมือนเวลานั้นจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด เรายังเห็นพีซีขายได้เรื่อยๆ แต่เมื่อวัดกันแล้วคนซื้อ iPad รู้สึกดีกว่าพีซีมาก นั่นคือโอกาสของเรา

ในส่วนของ Mac นั้นเรายังไม่ลดความสำคัญลงแน่ เรายังเพิ่มทีมงานในส่วนนี้แม้ว่าในตลาดพีซีใครจะถอนตัวกันออกไป เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคนเลิกใช้พีซี คนจำนวนไม่น้อยก็จะหันมาเลือกใช้ Mac ที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น

WSJ: พวกตัวเลขส่วนแบ่งสมาร์ทโฟนสำคัญกับคุณแค่ไหน คุณชอบบอกว่าแอปเปิลจะทำดีที่สุด ไม่ใช่เยอะที่สุด?

Cook: ต้องอธิบายก่อนว่าเรามองตลาดโทรศัพทมือถือเป็น 3 กลุ่ม คือฟีเจอร์โฟน, สมาร์ทโฟนที่ใช้งานได้แค่ระดับฟีเจอร์โฟน และสมาร์ทโฟนจริงๆ ซึ่งแอปเปิลสนใจแค่ตัวหลังสุด เราสนใจว่าฟีเจอร์โฟนจะขายดีแค่ไหนแต่สนใจเพราะนั่นคือโอกาสของเรา เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่สอง ที่เราจะเปลี่ยนให้มาใช้สมาร์ทโฟนจริงๆ

และเมื่อเราบอกว่าเราสนใจเฉพาะสมาร์ทโฟนของจริง ตัวเลขมันจึงเป็นแบบนี้ เราเป็นที่หนึ่งในอเมริกา ในแคนาดา ในญี่ปุ่น ในยุโรปเราเป็นอันดับสอง ถ้าคิดรวมในเอเชียไม่นับญี่ปุ่นเราก็เป็นที่สอง ฉะนั้นเมื่อมองภาพรวมทั้งโลกเรามีแค่อันดับหนึ่งกับสอง เราไม่ได้บอกว่าส่วนแบ่งการตลาดไม่สำคัญเลย เพียงแต่เราต้องโฟกัสกับหมวดสินค้าให้ถูกจุด ให้ถูกต้อง

WSJ: มีคนอยากได้ iPhone จอใหญ่กันเยอะ ตกลงคุณคิดเห็นอย่างไร?

Cook: ผมบอกเสมอว่า “จนกว่าเทคโนโลยีจะพร้อม” เราจะไม่รีบร้อนทำทั้งที่ไม่พร้อม เราไม่ได้บอกว่าเราจะไม่ทำ แต่เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมะสม เราไม่ได้อยากอัดที่ขนาดหน้าจอ แต่ความละเอียดไม่มาด้วยกัน เวลาเราพูดถึงจอภาพมันมีตัววัดความเหมาะสมมากกว่าแค่ขนาดหน้าจอ

WSJ: คุณคิดว่าตลาดสมาร์ทโฟนสุดท้ายจะจบลงแบบตลาดพีซีในอดีตไหม ที่ Apple ก็กลายเป็นบริษัทเล็ก มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม?

Cook: ผมไม่คิดแบบนั้น ถ้าเราดูตลาดพีซีสิ่งที่ทำให้ Mac กับ Windows ต่างกันคือจำนวนแอพพลิเคชันซึ่ง Mac มีน้อยกว่า Windows แต่กรณีสมาร์ทโฟนนี้ต่างออกไป เรามีแอพมากกว่าล้านตัวบน iOS มีแอพสำหรับ iPad โดยเฉพาะมากกว่า 5 แสนตัว ซึ่งเทียบกับ Android แล้วมากกว่ามาก แถมแอพบนแท็บเล็ต Android เอาเข้าจริงก็เหมือนแอพบนโทรศัพท์ขยายขนาดเท่านั้น

อีกเหตุผลคือ Android เปรียบเทียบแล้วเหมือนกับบอกว่าเป็นคนยุโรป ซึ่งคนยุโรปก็มาจากหลายประเทศและแตกต่างกันมาก Android ก็เช่นกัน คุณถือ Kindle อยู่หลายคนก็ไม่รู้ว่ามันคือ Android บางคนใช้ซัมซุงก็สัมผัสได้ว่ามีซอฟต์แวร์ครอบไว้จนไม่เป็น Android จริงๆ ในโลก Android มีความหลากหลายและถูกปรับแต่งออกไปมากซึ่งไม่เหมือนกับยุคสมัยพีซี

ผมพูดได้ว่าไม่เหมือนเพราะผมก็คลุกคลีกับอุตสาหกรรมพีซีมาก่อน (Tim Cook เคยทำงานที่ Compaq) ถ้าคุณคุยกับใครที่เคยผ่านเวลานั้นเขาก็จะมองเหมือนกัน

WSJ: คุณคิดอย่างไรกับดีลกูเกิลขายโมโตโรลาออกไป?

Cook: ไม่แปลกใจ มันสมเหตุสมผลดี กูเกิลขายส่วนธุรกิจที่ไม่ทำเงินและไม่มีความถนัดออกไป ที่จริงมันยากมากที่จะหลอมรวมฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการเข้ามาด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้แอปเปิลทำได้เราจึงพิเศษกว่าคู่แข่ง

WSJ: ผู้ถือหุ้นบางคนอยากให้คุณมีแผนคืนเงินให้พวกเขาที่เยอะและเร็วกว่านี้ คุณมองอย่างไร?

Cook: เราเริ่มโครงการคืนเงินในปี 2012 ผ่านการจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืน เราใช้เงินเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2013 เรากลายเป็นบริษัทที่จ่ายเงินปันผลออกมามากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และซื้อหุ้นคืนด้วยเงินที่มากที่สุดในประวัติศาสตรการเงิน เรายอมรับว่าตอนนี้แอปเปิลมีเงินสดมากเกินกว่าที่ธุรกิจจำเป็นต้องใช้แม้รวมเงินลงทุนโครงการในอนาคตแล้ว เรายังคงรับฟังผู้ถือหุ้นอยู่ตลอดและปรับแผนในเรื่องนี้ทุกปี

เรายังกันเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อซื้อกิจการบริษัทเล็กที่น่าสนใจ 15 เดือนที่ผ่านมาเราซื้อไป 21 บริษัทแต่ไม่ได้ออกมาประกาศอะไร

WSJ: แอปเปิลไม่เคยซื้อกิจการระดับพันล้านเหรียญฯ ขณะที่ไปดูกูเกิลซึ่งซื้อ Nest ซึ่งเต็มไปด้วยศิษย์เก่าแอปเปิลด้วยมูลค่ามหาศาล คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?

Cook: เราพิจารณาบริษัทขนาดใหญ่อยู่เช่นกัน เราไม่ได้บอกว่าจะไม่มีดีลยักษ์ในอนาคต แต่เราต้องแน่ใจว่าเงินถูกใช้ไปอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ดูว่าในอุตสาหกรรมนี้ใครเป็นเบอร์ 1 แล้วก็ซื้อ อย่างนั้นเราไม่ทำ แอปเปิลไม่มีปัญหาเรื่องเงินในกระเป๋าถ้าต้องเสียเงินเป็นพันล้าน แต่บริษัทนั้นต้องเหมาะสมและเพิ่มมูลค่าได้ในระยะยาว เพียงตอนนี้ยังไม่มีบริษัทแบบนั้นในสายตาเรา

ีที่มาจาก macthai.com